เช้านี้เข้าพบท่านรองปลัดให้จ่ายเงินกลุ่มเปราะบาง 3000 บาทถ้วนหน้า!!!เดินหน้าลุยเต็มที่

เช้านี้เข้าพบท่านรองปลัดให้จ่ายเงินกลุ่มเปราะบาง 3000 บาทถ้วนหน้า!!!เดินหน้าลุยเต็มที่

DTH
255 อาคาร ศพอ. ห้อง 6-8 ชั้น 3
ที่ สพกท. 186/2563
Disabilities Thailand
ถนนราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี
สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทบ
กรุงเทพมหานคร 10400
15 มิถุนายน 2563

เรื่อง ขอให้ช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเปราะบางถ้วนหน้า และขอให้คนพิการมีส่วนร่มในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม

เรียน นางพัชรี อาระยะกุล รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
สิ่งที่ส่งมาด้วย ข้อเสนอการเยียวยาและฟื้นฟูคนพิการจากภัยโควิด-19
ตามที่ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความ
มั่นคงของมนุษย์ (พม) ได้เสนอมาตรการช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่
ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประกอบด้วย (1) เด็กจากครัวเรือนยากจน (0-6 ปี) 1,451,468 คน
(2) ผู้สูงอายุ 9,664,111 คน และ (3) ผู้พิการ 2,027,500 คน รวมทั้งหมด 13,143,079 คน คนละ 1,000
บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน (3,000 บาท) วงเงินรวมไม่เกิน 39,429,237,000 บาท โดยใช้เงินกู้ตาม
พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที
ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ. ศ. 2563 (1 ล้านล้านบาท)
สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ต้องขอขอบคุณพม.เป็นอย่างยิ่งที่เข้าใจและ
พยายามช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเปราะบาง ทว่ากลุ่มเปราะบางคงต้องรอเก้อและฝันสลาย เพราะมีข่าวว่า
กระทรวงการคลังจะคัดกรองความซ้ำซ้อนไม่ให้กลุ่มเปราะบางที่ได้รับมาตรการเยียวยาอื่นของรัฐแล้ว เช่น
มาตรการเราไม่ทิ้งกัน มาตรการเยียวเกษตรกร เป็นตั้น ได้รับการเยียวยาในฐานะกลุ่มเปราะบางอีก ซึ่งจะทำ
ให้กลุ่มเปราะบางกว่า 6 ล้านคนจากทั้งหมด 13 ล้านคนไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยา 3,000 บาท (ที่มา:
https://www.thansettakjj.com/content/438038)
สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ขอเรียนว่าการช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเปราะบาง
ควรกระทำด้วยความละเอียดรอบคอบ ทั่วถึง ไม่ตกหล่น และต้องถึงบุคคลที่ได้รับความเดือนร้อนในทุกพื้นที่
อย่างแท้จริง ซึ่งดัชนีชี้วัดประเทศที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีนั้น จะวัดว่าสามารถดูแลกลุ่มเปราะบางได้ดีแค่ไหน
รัฐบาลจึงควรเยียวยากลุ่มปราะบางถ้วนหน้า ด้วยเหตุผล 4 ประการ ดังนี้
1. กลุ่มเปราะบาง (Vulnerable Group) ทั้งที่เป็นคนที่ขาดหลักประกันพื้นฐานทางสังคมในการ
ดำรงชีวิต และเข้าไม่ถึงบริการทางสังคมในภาวะปรกติอยู่แล้ว เพราะปัจจัยหรือข้อจำกัดส่วนตน เช่น อายุ
ความพิการ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ประกอบกับอุปสรรคจากสภาพแวดล้อมหรือบริการที่ไม่สามารถ
เข้าถึงได้ ซึ่ง พHO ให้นิยามไว้ว่า “เป็นกลุ่มคนที่ไม่สามารถที่จะคาดการณ์ จัดการ ป้องกัน หรือฟื้นตัวจากผลกระทบของภัยพิบัติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวให้กลับเข้าสู่สภาพปกติ” (ที่มา
https://www.who.int/environmental health_ emergencies/vulnerable_groups/en/) จึงเป็นกลุ่ม
คนที่ต้องการการส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครอง และเสริมพลังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะวิกฤตเช่นนี้
แต่กลับเป็นกลุ่มสุดท้าย/กลุ่มเก็บตกที่จะได้รับการเยียวยาจากรัฐบาล
2. ความเท่าเทียม/ความเท่ากัน (Equality) ไม่ใช่ความเสมอภาค/ความเป็นธรรม (Equity) ใน
สังคม ในทางปฏิบัติการจะทำให้เกิดความเสมอภาค เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม ก็คือคนที่มีโอกาสน้อยที่สุด
ต้องได้รับการช่วยเหลือส่งเสริมมากที่สุด ส่วนคนที่ได้เปรียบอยู่แล้วก็ไม่ต้องได้รับอะไรมาเสริมหรือหนุนเนื่อง
ตรงกันข้ามอาจจะต้องเสียสละให้คนอื่นที่ไม่มีโอกาสได้มากกว่าตัวเอง เหมือนดังรูปด้านล่างที่ถูกเผยแพร่และ
ทุกคนเข้าใจกันอย่างกว้างขวาง แต่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้รัฐบาลกลับใช้หลักการให้ทุกคนได้เท่ากันหมด
ขอให้รัฐบาลเยียวยา 3,000 บาท กลุ่มเปราะบางถ้วนหน้า

3. ความทับซ้อนในหลายฐานะ/สถานะ (ntersectionality) บุคคลหนึ่งคนนั้นมีหลายสถานะ/
ฐานะ เกิดจากความสลับชับซ้อนของหลายๆ ประเด็น/ข้อจำกัด/ปัญหาที่มาตัดขวางกัน (Cross-Cutting
Issues) ไม่ว่าจะเพราะขาดรายได้จากการประกอบอาชีพ (เราไม่ทิ้งกัน, เยียวยาเกษตรกร) หรือเพราะภัยโค
วิด/เดอร์ฟิวทำให้ค่ใช้จ่ายในการดำรงชีวิต/เดินทางของคนพิการมีสูงขึ้น ดังนั้นจะเหมารวมช่วยเหลือเยียวยา
คนหนึ่งคนจากสาเหตุหรือฐานปัญหาเพียงอย่างเดียวไม่ได้ โดยต้องแยกแยะ จำแนกว่าความเดือนร้อนของคน
หนึ่งคนนั้นมาจากฐานอะไรบ้าง ดังเช่นในยามปกติคนที่พิการและเป็นผู้สูงอายุด้วยจะได้รับเงินเบี้ยความพิการ
และเบี้ยผู้สูงอายุพร้อมกันทั้งสองทาง เนื่องจากถ้าเป็นผู้สูงอายุและพิการทับซ้อนเข้าไปอีกทำให้มีภาระค่าใช้จ่าย ค่ารักษา มากกว่าผู้สูงอายุทั่วไปเป็นเท่าตัวอยู่แล้ว ทว่าในภาวะวิกฤตเช่นนี้รัฐบาลกลับบอกว่าการ
จ่ายเงินเยียวยาให้คนกลุ่มเปราะบาง “ห้ามซ้ำซ้อน” เพราะได้รับการเยียวเพราะฐานอื่นไปแล้ว ทั้งที่กลุ่ม
เปราะบาง โดยเฉพาะคนพิการมีต้นทุนในการดำรงชีวิตประจำวันสูงกว่าคนทั่วไป อันเป็นเหตุและฐานคิดที่
สมควรให้ได้รับเงินเยียวยาเพิ่มเติม
4. มาตรการเชิงบวก (Affirmative Action, PositiveMeasures) หรือการให้แต้มต่อ
(Handicap) เป็นมาตรการสากลทั่วไป ซึ่งในรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 และอนุสัญญวาด้วยสิทธิคนพิการ มี
หลักการให้รัฐกำหนดนโยบายและมาตรการเพื่อสร้างหลักประกันให้แก่กลุ่มเปราะบาง/ผู้ด้อยโอกาสได้รับ
ความเท่าเทียมกันของโอกาส รวมถึงระบุชัดเจนว่ามาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้
บุคคลสามารถใช้สิทธิได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น หรือเพื่อคุ้มครองหรืออำนวยความสะดวกให้แก่เด็ก สตรี
ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือผู้ด้อยโอกาส ย่อมไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม (ให้มากกว่าเพื่อให้เสมอ
ภาคกับบุคคลอื่นย่อมทำได้) เพราะหากเราให้โอกาสเขา เขาก็สามารถดูตนเองและครอบครัวได้ ลดภาระให้กับ
สังคุมในระยะยาว
ทั้งนี้ เพื่อให้คนพิการ ครอบครัว และองค์กรค้นคนพิการ ได้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม
จากภัยโควิด-19 มิใช่เป็นเพียงแต่ผู้รอรับความช่วยเหลือหรือสงเคราะห์อย่างเดียวเท่านั้น สมาคมสภาคนพิการ
ทุกประเภทแห่งประเทศไทยและภาคีเครือข่าย จึงได้จัดทำ “ข้อเสนอการเยียวยาและฟื้นฟูคนพิการจากภัยโค
วิด-19″ เพื่อให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้พิจารณาส่งเสริมและสนับสนุน มาใน
การนี้ด้วย
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาให้คนพิการและกลุ่มเปราะบางได้รับการช่วยเหลือเยียวยาถ้วนหน้า
รวมถึงที่สำคัญให้เราได้มีโอกาสเปลี่ยนสถานะจาก “กลุ่มเปราะบาง” เป็น “กลุ่มแข็งแกร่ง” ได้เสียที และใคร่ขอ
ความกรุณาให้ผู้แทนสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยและภาคีเครือข่ายเข้าพบ เพื่อหารือใน
ประเด็นข้างตันด้วย และขอขอบคุณเป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้
ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

(นายสุชาติ โอวาทวรรณสกุล )
นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย