‘หนาว-พิเชษฐ โตนิติวงศ์’ขับเคลื่อน‘ธรรมธุรกิจ’ ธุรกิจเพื่อสังคมที่‘พอเพียง’ตามศาสตร์พระราชา

‘หนาว-พิเชษฐ โตนิติวงศ์’ขับเคลื่อน‘ธรรมธุรกิจ’ ธุรกิจเพื่อสังคมที่‘พอเพียง’ตามศาสตร์พระราชา

ข้าว ผัก ไข่ สินค้าแปรรูป ด้วยหลักกสิกรรมธรรมชาติตามศาสตร์พระราชา คือ สินค้าหลักของ บริษัท ธรรมธุรกิจ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ที่มี หนาว-พิเชษฐ โตนิติวงศ์ เจ้าของโรงสีศิริภิญโญ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง ร่วมกับดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ อาจารย์ยักษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติจังหวัดชลบุรี และ โจน จันได นักเก็บเมล็ดพันธุ์แห่งสวนพันพรรณ จังหวัดเชียงใหม่

หนาว-พิเชษฐ โตนิติวงศ์ คุยให้ฟังว่า “ธรรมธุรกิจ” เป็นธุรกิจเพื่อสังคมตามศาสตร์พระราชา เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจพอเพียง และเขามีตำแหน่ง “ผู้จัดการไปทั่ว” ของบริษัท และคำว่า “ธรรมธุรกิจ” ปรากฏขึ้นมาในความรู้สึกของเขาตั้งแต่ช่วงที่ไปบวชเรียนกับหลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก ที่วัดป่านาคำน้อย เมื่อปี 2541

“จากการปฏิบัติภาวนากับหลวงพ่ออินทร์ถวาย ทำให้ผมได้คำตอบกับตัวเอง“ให้เอาธรรมไปนำธุรกิจ” แล้วไปตั้งชื่อบริษัท โดยใช้คำว่ “ธรรมธุรกิจ” นำหน้า จะขยายกิจการไปกี่บริษัทก็ตาม ให้ใช้คำว่า “ธรรมธุรกิจ” นำหน้า ทำกิจการอะไรก็เอามาต่อท้าย แต่พอลาสิกขามาจริงๆ ผมก็ยังไม่สามารถใช้ชื่อ “ธรรมธุรกิจ” ได้แต่เพียงใช้ธรรมนำหน้าธุรกิจที่ทำเท่านั้นจนกระทั่งเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2556 ได้มารู้จัก ยักษ์กับโจน (อาจารย์ยักษ์-ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร กับ พี่โจน จันได) พร้อมกันที่เชียงใหม่ ตัวผมซึ่งคุ้นเคยกับชาวนาที่ทำนาแบบใช้สารเคมีมาตลอด ได้ท้าทายอาจารย์ยักษ์ว่า อาจารย์ทำได้ไหม เลิกทำนาเคมีตั้งแต่ครั้งแรก แล้วผลผลิตต่อไร่ไม่ลดลง คือได้เท่าเดิม เพราะใครก็รู้ว่าไม่ใช้สารเคมีนั้นต้นทุนลดลงแน่นอน อาจารย์ตอบกลับมาทันทีว่า ทำได้สิ ผมทำมาแล้ว ชาวนาที่คุณพูดมานั้น พวกนั้นทำนาไม่เป็น และคุณก็ทำนาไม่เป็น ถ้าจะพิสูจน์เรื่องนี้กัน คุณไปเอาชาวนามาให้ผมสอน แล้วมาพิสูจน์กันว่าจริงไหมทำนาแบบไม่ใช้สารเคมีใดๆ เลย แล้วผลผลิตต่อไร่ไม่ลดลงตั้งแต่ครั้งแรกที่เลิกทำนาเคมี

หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 1 ถึง 5 มิถุนายน 2556 จึงได้มีการฝึกอบรมชาวนาเชียงใหม่ ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จังหวัดชลบุรี ให้เป็นชาวนาธรรมชาติในโครงการธรรมธุรกิจ จำนวน 90 คน พอกลับไปทำนาธรรมชาติที่สัญญาใจกันเอาไว้ว่า ให้ทำเพียงแค่คนละ 1 ไร่ เอาแปลงที่เป็นไข่แดง อยู่ตรงกลางที่ล้อมด้วยนาเคมีของตนเอง เพื่อมาพิสูจน์กันว่า ถ้าไม่ใช้ปุ๋ยเคมีแล้วจะได้ข้าวไหม ถ้าไม่ใช้ยาฆ่าแมลง แมลงแปลงที่ฉีดจะมากินแปลงที่ไม่ฉีดหมดไหม ผ่านไป 4 เดือนมีชาวนาธรรมชาติที่ทำนาแบบไม่ใช้สารเคมีเพียง 16 คน 20 กว่าไร่ แต่ผลก็เป็นที่น่าพอใจคือ ได้ผลผลิตข้าวต่อไร่เท่าเดิม มีลดลงบ้างก็ไม่มีนัยสำคัญ เป็นผลประจักษ์ชัดว่า ไม่ใช้สารเคมีใด ทั้งปุ๋ย ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ตั้งแต่ที่เลิกทำนาเคมีครั้งแรกก็ประสบความสำเร็จ และได้ผลผลิตต่อไร่เท่าเดิม”

ผลพิสูจน์ในวันนั้นทำให้เกิดเป็น “ยักษ์จับมือโจน ธรรมธุรกิจ หนาวแน่ๆ” ในรูปแบบของ บริษัท ธรรมธุรกิจ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ในวันนี้ ภาพรวมคือ พัฒนาคนตามศาสตร์พระราชา ให้รู้จัก “พอ” ทั้งคนปลูก คนกิน และคนกลาง อีกทั้ง แสวงหาความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจพอเพียงให้เกิดขึ้นจริงและเป็นรูปธรรม โดยใช้ฐานธรรมฯสันป่าตอง, ฐานธรรมฯพระราม 9, ฐานธรรมฯชุมพร, ฐานธรรมฯฉะเชิงเทรา เป็นสถานประกอบการทำคุณงามความดีร่วมกัน

“เหมือนมาเติมเต็มความฝันของผม เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยล้มเหลวจากการช่วยชาวนาแบบคนรวยมาแล้ว พอเงินหมดก็จบกันแต่ ธรรมธุรกิจ เป็นการช่วยชาวนาแบบคนจน โดยให้ความรู้และคุณธรรมควบคู่กันไปซึ่งการเปลี่ยนความคิดและความเข้าใจของชาวนาในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เป็นจุดที่ยากที่สุด ถ้าชาวนาเหล่านั้นสามารถปลูกพืชผลหรือทำการเกษตรเพื่อเลี้ยงตัวเองได้ก่อน สิ่งต่อมาคือ การขายให้คนอื่น ผมคิดว่า ถ้าชาวนายังทำนาแล้วรอขายข้าวเพื่อนำเงินไปซื้ออาหารการกิน ก็ไม่มีทางจะมีเงินเหลือเก็บ แต่ถ้าเราปลูกกินเอง ไม่ต้องซื้อกิน เงินจากการขายข้าวก็ไม่ออกจากกระเป๋า และยังขายผลผลิตพืชผักที่เหลือจากการบริโภคได้อีกด้วย”

นั่นจึงเป็นที่มาของฐานธรรมฯพระราม 9 ด้วยการเปิด “ตลาดนัดธรรมชาติ” ยักษ์กับโจน ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ปากซอยพระราม 9 ซอย 15 และ ซอย 17 เพื่อให้เกษตรกรในเครือข่ายธรรมธุรกิจที่มีมากกว่า 2,000 คนได้มีพื้นที่ขายของในเมืองหลวง ซึ่งในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่ทุกคนต้องใช้ชีวิตกับแบบ New Normal และเว้นระยะห่างทางสังคม “ผู้จัดการไปทั่ว” ของธรรมธุรกิจ ชวนให้ใส่หน้ากากผ้า มาเดินเลือก ข้าว ไข่ ผักธรรมชาติ ผลไม้ตามฤดูกาล และอาหารปลอดภัย กับคนขายที่เป็นทั้งคนปลูกเอง ปรุงเอง แปรรูปเองพูดคุยถามไถ่ที่มาของผลผลิตธรรมชาติ อาหารปลอดภัยได้ตามสะดวก เว้นระยะห่างแต่ยังคงคุยกันได้สบายๆ นอกจากนี้ ยังกำลังต้องการรถร่วมธรรมธุรกิจ ที่จะมาช่วยกันวิ่งนำ ข้าว ผัก ไข่ สินค้าแปรรูป ไปให้คนที่ลงทะเบียนไว้ เลือกซื้อถึงหน้าบ้าน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายให้ตามระยะทาง กิโลเมตรละ 4 บาทและค่าตอบแทนตามยอดขาย 20% สามารถสมัครได้เลยทางไลน์ https://lin.ee/bztQo3e หรือโทร.081-6829761

“ธุรกิจโดยทั่วไปที่จะอยู่รอดได้จะต้องตาถึง มือถึง ใจถึง และทุนถึง แต่ธรรมธุรกิจนั้นจะต้องมีธรรมถึงด้วย ไม่อย่างนั้น
ไม่เรียกธรรมธุรกิจ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ หลักคิดเริ่มต้นในการกำหนดราคา พืช ผักผลไม้ ที่วางขายในตลาดนัดธรรมชาติ โดยธรรมธุรกิจ ไม่ได้คิดมาจากหลักการอุปสงค์อุปทานแบบหลักปรัชญาเศรษฐกิจการค้าทุนนิยมเสรี แต่ธรรมธุรกิจคิดราคาจากหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คิดว่าคนปลูกปลูกเพื่อให้พอกินก่อน ตามทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง ไม่ได้ปลูกเพื่อขาย ไม่ได้ปลูกมากเกินฐานะและกำลัง ดังนั้นจึงมีของเหลือกินมากมายหลากหลายชนิด ธรรมธุรกิจ จึงมีหน้าที่เก็บรวบรวมของเหลือกินจากแต่ละบ้านที่เดินตามบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง มาขายหรือแบ่งปันให้คนกินในเมือง เพื่อสร้างเป็นเครือข่ายธรรมธุรกิจ

ดังนั้น ของเหลือกินจึงกำหนดราคาเดียวกันได้และกำหนดราคาให้คงที่ได้ตลอดทั้งปี ส่วนค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ในการบริหารจัดการ ในการขาย ควรจะเท่ากันกับที่คนปลูกจะได้รับ และเป็นราคาที่คนกินรับได้ ราคาผักใบที่วางขายแบบไม่มีหีบห่อในตลาดนัดธรรมชาติ จึงอยู่ที่ กิโลกรัมละ 100 บาท หรือขีดละ 10 บาท ทุกชนิด คนปลูกได้กิโลกรัมละ 50 บาท ธรรมธุรกิจในฐานะคนกลางได้กิโลกรัมละ 50 บาทเช่นเดียวกันถ้าทดลองดำเนินการแล้วเกิดความไม่เป็นธรรมก็ปรับปรุงแก้ไขให้เป็นธรรม เพื่อจะได้ขับเคลื่อนโครงการได้อย่างยั่งยืน”

อีกหนึ่งฐานใหม่ของธรรมธุรกิจ ที่เคยตกเป็นข่าวครึกโครมเมื่อปลายปีที่แล้ว กระทั่งเกิดแฮชแท็ก #Saveชุมพรคาบาน่า ซึ่ง อาจารย์ยักษ์ ประธานที่ปรึกษาธรรมธุรกิจได้ระดมทุนจากลูกศิษย์เพื่อซื้อกิจการ “ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ท” เพื่อรักษารีสอร์ทและศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกอบรมและสร้างคนตามแนวทางศาสตร์พระราชา ที่กำลังจะถูกขายทอดตลาดได้สำเร็จ ขณะนี้ได้ถูกปรับโฉมเข้าสู่วิถีปกติใหม่ในรูปแบบของโรงแรมที่มีห้องพักอิงแอบธรรมชาติและโรงเรียนที่มีกิจกรรมความรู้เพื่อความพอเพียง เปิดให้บริการแล้วบางส่วนกับโปรโมชั่นพิเศษหลังโควิด-19 ทั้งบังกะโลหน้าหาด ในสวน และห้องพัก สอบถามได้ที่โทร.089-7249319

“ชุมพรคาบาน่า คือฐานใหม่ของธรรมธุรกิจ เราเป็นทั้งโรงแรมและโรงเรียน คือมีทั้งห้องพักและความรู้ให้ เราจึงเน้น ทุ่มทุนทุ่มเวลา ทุ่มทรัพยากร เพื่อให้ความรู้ผู้คนที่จะมาเยือนอย่างดีที่สุด โดยต้องรักษาห้องพักให้น่าอยู่ แม้อาจจะไม่สวยงามตามยุคสมัยไปบ้าง แต่ต้องสะอาด ฐานธรรมธุรกิจ ชุมพรคาบาน่า เป็นแบบนั้น เหมาะกับเพื่อนมนุษย์ที่กำลังตามหาความหมายใหม่ของชีวิต ใครที่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง อยากพัฒนาตนเอง หรือแม้กระทั่งอยากเปลี่ยนโลก มาร่วมสังเกตการณ์ ร่วมเรียนรู้ และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมในวิถีของเศรษฐกิจพอเพียงไปกับเรา หรือถ้าชอบกิจกรรมดำน้ำลึกใต้ทะเลชุมพรก็สวยไม่แพ้ทะเลฝั่งอันดามัน เราก็มีบริการไดรฟ์วิ่ง ซึ่งช่วงนี้จองเต็มทุกเสาร์-อาทิตย์แล้ว จะเหลือวันธรรมดาที่ยังสามารถให้บริการได้”

มาถึงบรรทัดนี้ “ยักษ์จับมือโจน ธรรมธุรกิจ หนาวแน่ๆ” ก็คงเข้าไปอยู่ในใจของหลายคนที่กำลังมองหาความพอเพียงที่เป็น “รูปธรรม” ซึ่ง บริษัท ธรรมธุรกิจ วิสาหกิจชุมชุนเพื่อสังคม จำกัด พร้อมต้อนรับหุ้นส่วนความพอเพียง เพิ่มอีก 3 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 101 บาท (เป็นค่าธรรมเนียมหุ้นละ 1 บาท) โดยสามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดก่อนการตัดสินใจได้ที่ เฟซบุ๊ค : ธรรมธุรกิจ

“ผมอยากให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของธรรมธุรกิจ คนละเล็กละน้อย เพื่อขับเคลื่อนศาสตร์ของพระราชาและทำคุณงามความดีร่วมกัน เราทุกคนที่ขับเคลื่อนธรรมธุรกิจ เชื่อว่าการแบ่งปันดีกว่าการแข่งขัน และเชื่ออีกว่าธุรกิจที่จะอยู่อย่างยั่งยืน คือธุรกิจที่มีธรรม สร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับทุกๆ คนที่เกี่ยวข้อง โดยใช้คำถามกับการตัดสินใจในทุกๆ เรื่องว่า เป็นธรรมไหม หรือ เป็นกิเลส เพราะถ้าเป็นธรรมจะไม่เป็นปัญหา ไม่ใช่ไม่มีปัญหานะ แต่ไม่เป็นปัญหา”