ยื่นข้อเสนอท่าน จุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คนพิการวอนครม.ให้เยียวยากลุ่มเปราะบาง 3,000 บาท แบบถ้วนหน้า!

ยื่นข้อเสนอท่าน จุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คนพิการวอนครม.ให้เยียวยากลุ่มเปราะบาง 3,000 บาท แบบถ้วนหน้า!

ยื่นข้อเสนอท่าน จุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

คนพิการวอนครม.ให้เยียวยากลุ่มเปราะบาง 3,000 บาท แบบถ้วนหน้า!

วันนี้ (16 มิถุนายน 2563) ณ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์รัฐบาล นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนคณะรัฐมนตรีมารับเรื่องร้องขอจาก นายสุชาติ โอวาทวรรณสกุล นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และผู้แทนจากสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย และสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย เรื่อง ขอคณะรัฐมนตรีให้จ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากภัยโควิด-19 ทั้ง 1) เด็กจากครัวเรือนยากจน (0-6 ปี) 2) ผู้สูงอายุ และ 3) คนพิการ รวมทั้งหมด 13 ล้านคน คนละ 3,000 บาท ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ โดยขอให้รัฐบาลจ่ายเงินเยียวยา แบบ TOP UP ถ้วนหน้า ไม่ว่าคนนั้นจะเคยได้รับการเยียวยาอื่น (เราไม่ทิ้งกัน, เยียวยาเกษตรกร, ประกันสังคม ฯลฯ) หรือไม่ก็ตาม ด้วยเหตุผล 4 ประการ ดังนี้

1. กลุ่มเปราะบาง (Vulnerable Group) ตามที่ WHO ให้นิยามไว้ว่า “เป็นกลุ่มคนที่ไม่สามารถที่จะคาดการณ์ จัดการ ป้องกัน หรือฟื้นตัวจากผลกระทบของภัยพิบัติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวให้กลับเข้าสู่สภาพปกติได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น” จึงเป็นกลุ่มคนที่ต้องการการเยียวยาและฟื้นฟูเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะวิกฤตเช่นนี้ แต่กลับเป็นกลุ่มสุดท้าย/กลุ่มเก็บตกที่รัฐบาลจะเยียวยา แถมยังจะเยียวยาให้น้อยกว่ากลุ่มอื่นอีก คนอื่นได้ 15,000 บาท กลุ่มเปราะบางได้แค่ 3,000 บาท!?

2. ความเท่าเทียม/ความเท่ากัน (Equality) ไม่ใช่ความเสมอภาค/ความเป็นธรรม (Equity) คนที่มีโอกาสน้อยที่สุด ควรต้องได้รับการช่วยเหลือส่งเสริมมากที่สุด แต่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้รัฐบาลกลับใช้หลักการให้ทุกคนได้เท่ากันหมด แถมมือใครยาวสาวได้สาวเอา (รูปด้านล่าง)

3. ความทับซ้อนในหลายฐานะ/สถานะ (Intersectionality) บุคคลหนึ่งคนนั้นมีหลายสถานะ/ฐานะ ในยามปกติคนที่พิการและเป็นผู้สูงอายุด้วยจะได้รับเงินเบี้ยความพิการและเบี้ยผู้สูงอายุพร้อมกันทั้งสองทาง ทว่าในภาวะวิกฤตเช่นนี้รัฐบาลกลับบอกว่าการจ่ายเงินเยียวยาให้คนกลุ่มเปราะบาง “ห้ามซ้ำซ้อน” เพราะได้รับการเยียวเพราะฐานอื่นไปแล้ว ทั้งที่กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะคนพิการมีต้นทุนในการดำรงชีวิตประจำวันสูงกว่าคนทั่วไป เดือดร้อนลำบากกว่าคนทั่วไป อันเป็นเหตุและฐานคิดที่สมควรให้ได้รับเงินเยียวยาเพิ่มเติม TOP UP ต่างจากคนอื่น

4. มาตรการเชิงบวก (Affirmative Action, Positive Measures) หรือการให้แต้มต่อ (Handicap) เป็นมาตรการสากลทั่วไป เพื่อสร้างหลักประกันให้แก่กลุ่มเปราะบาง/ผู้ด้อยโอกาสได้รับความเท่าเทียมกันของโอกาส เพราะหากเราให้โอกาสเขา เขาก็สามารถดูตนเองและครอบครัวได้ ลดภาระให้กับสังคมได้ในระยะยาว

หรือท้ายที่สุด ถ้ารัฐบาลยังยืนยันจะไม่ให้เยียวยาซ้ำซ้อนกัน ก็ต้องให้ความยุติธรรม โดยจ่ายเงินเยียวยาให้แก่กลุ่มเปราะบางที่ยังไม่เคยได้รับการเยียวยาตามมาตรการอื่น เป็นจำนวน 5,000 บาท ซึ่งก็พอจะเทียบเคียงกับการเยียวยาอื่นได้

ทั้งนี้ เพื่อให้คนพิการ ครอบครัว และองค์กรด้นคนพิการ ได้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากภัยโควิด-19 มิใช่เป็นเพียงแต่ผู้รอรับความช่วยเหลือหรือสงเคราะห์อย่างเดียวเท่านั้น สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยและภาคีเครือข่าย จึงได้จัดทำ “ข้อเสนอการเยียวยาและฟื้นฟูคนพิการจากภัยโควิด-19” เพื่อให้รัฐบาลได้พิจารณาด้วย โดยสามารถดาวน์โหลดเอกสารทั้งหมดฉบับเต็มได้ที่ QR Code ด้านล่าง หรือ LINK

https://drive.google.com/…/1XGozkdPjEb-A3l0i2D0qDxIozzIFqv-…