พรุ่งนี้รู้ผล!!!เช้าวันอังคารที่ 16 มิถุนายน เวลา 07.00 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล ประตู 5 เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ตัวแทนคนพิการทุกประเภทรวมตัวเพื่อยื่นหนังสือให้ท่านรัฐมนตรี เยียวยาคนพิการจ่าย 1,000 บาท จำนวน 3 เดือน แบบถ้วนหน้า

พรุ่งนี้รู้ผล!!!เช้าวันอังคารที่ 16 มิถุนายน เวลา 07.00 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล ประตู 5 เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ตัวแทนคนพิการทุกประเภทรวมตัวเพื่อยื่นหนังสือให้ท่านรัฐมนตรี เยียวยาคนพิการจ่าย 1,000 บาท จำนวน 3 เดือน แบบถ้วนหน้า

ที่มาข่าว https://www.thansettakij.com/content/politics/436127

ข้อเสนอการเยียวยาและฟื้นฟูคนพิการจากภัยโควิด-19
โดย สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2563
Disabilfties Thailand
สมาคมสภาคนพิการทุกประภทแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์การขับเคลื่อนงานเชิงนโยบายและกฎหมาย
ด้านคนพิการระดับชาติ รวมทั้งพิทักษ์สิทธิคนพิการ ประกอบด้วยองค์การคนพิการแต่ละประเภท (สมาคมคนพิการ
ระดับชาติ) 6 องค์การ ได้แก่ สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย สมาคมคนหูหนวก
แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ทย) สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย
และสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย รวมถึงภาคีเครือข่ายด้านคนพิการ มีข้อเสนอการเยียวยาและ
ฟื้นฟูคนพิการจากภัยโควิด-19 ต่อรัฐบาลรวม 4 ประการ ดังนี้
1. ขอให้รัฐบาลส่งเสริมบทบาทและเสริมพลังภาคประชาสังคมด้านคนพิการในฐานะภาดีหุ้นส่วนการ
พัฒนา ให้สามารถมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากภัยโควิด-19 ได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ
โดยเฉพาะภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยี่ยวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและ
สังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ. ศ. 2563 (1 ล้านล้านบาท) โดย
1.1 ขอให้หน่วยงานภาครัฐในระดับจังหวัด โดยเฉพาะพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด
(ผมจ.) ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรด้านคนพิการในจังหวัดของท่านสามารถมีส่วนร่วมในการจัดทำ
แผนงานและโครงการภายใต้กรอบนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยเฉพาะร่วมจัดทำ
โครงการหรือเป็นหน่วยรับงบประมาณให้แก่องค์กรเหล่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าแผนงานและโครงการต่างๆ จะตอบสนอง
ปัญหาและความต้องการของกลุ่มประชาชนคนพิการอย่างแท้จริง ทำให้คนพิการและครอบครัวได้รับการฝึกอาชีพและ
การเสริมทักษะเพิ่มเติมในความเชี่ยวชาญเดิม (Upskl) การยกระดับทักษะอาชีพ (Reskil) การเตรียมความพร้อมสู่
ความปรกติใหม่ (Neพ Normal) ที่เหมาะสมกับคนพิการแต่ละประเภท การส่งเสริมการประกอบอาชีพและการมีงาน
(ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 33 และ 35)ไปจนถึงส่งเสริม
กิจการ/วิสาหกิจเพื่อสังคมของคนพิการ
1.2 ขอให้องค์กรด้านคนพิการ มีส่วนร่วมตั้งแต่ระดับการตัดสินใจทางนโยบาย การปฏิบัติการ/
ดำเนินการ ไปจนถึงการตรวจสอบประเมินผล แผนงานและโครงการภายใต้กรอบนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจและ
สังคมของประเทศที่เกี่ยวกับคนพิการ โดยเฉพาะแผนงานโครงการของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยจัดตั้งกลไกหรือโครงสร้างในการทำงานร่วมกัน เพื่อสร้าง
ความเชื่อมั่นแก่ประชาชนว่าการดำเนินงานของรัฐบาลมีความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล ทั้งนี้ สมาคมสภาคนพิการทุก
ประเภทแห่งประเทศไทย ได้รวบรวมโครงการจากองค์กรด้านคนพิการทั่วประเทศ รวมถึงโครงการจากฐานข้อมูลของ
ThaiME ที่เกี่ยวกับคนพิการ ไว้เพื่อการนี้แล้วด้วย

2. ขอให้รัฐบาลเยียวยากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา
2019 ถ้วนหน้า ทั่วถึง ไม่ตกหล่น ประกอบด้วย 1) เด็กจากครัวเรือนยากจน (0-6 ปี) 2) ผู้สูงอายุ และ 3) คนพิการ
รวมทั้งหมด 13 ล้านกว่าคน คนละ 30 บาท ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
เสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 เพราะกลุ่มเปราะบาง (Vulnerable Group) เป็นคนที่ต้องการ
การเยียวยาและฟื้นฟูเป็นพิเศษโดยฉพาะอย่างยิ่งในภาวะวิกฤตเช่นนี้ โดยต้องเยียวยาบนหลักความเสมอภาค/ความ
เป็นธรรม (Equity) คนที่มีโอกาสน้อยที่สุด ต้องได้รับการช่วยเหลือส่งเสริมมากที่สุด ไม่ใช่ให้เท่ากันทุกคน และบน
พื้นฐานว่าแต่ละคนมีหลายสถาน/ฐานะ โดยเฉพาะในฐานะกลุ่มเปราะบางที่มีตันทุนในการดำรงชีวิตประจำวันสูงกว่า
คนทั่วไป ถือเป็นมาตรการเชิงบวก/คารให้แต้มต่อ (Affirmative Action/Handicap) เพื่อเขาจะได้สามารถดูตนเอง
และครอบครัวได้ อันเป็นการลดภาระให้กับสังคมในระยะยาว
3. ขอให้รัฐบาลเร่งรัดการดำเนินการตามมติคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต
คนพิการแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 เรื่อง มาตรการเยียวยาช่วยเหลือ
คนพิการในช่วงภาวะวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) 4 ประการ ได้แก่
3.1 มาตรการเงินเยียวยาให้คนพิการทุกคน 2 ล้านคนๆ ละ 1,000 บาทจำนวนหนึ่งครั้ง โดยให้คนพิการ
ได้รับเงินครบถ้วนทุกคนโดยเร็ว
3.2 มาตรการการพักชำระหนี้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการที่กู้เงินจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพ
ชีวิตคนพิการ โดยให้เป็นไปโดยอัตโนมัติ ด้วยกระบวนการพักชำระหนี้ที่สะดวกและรวดเร็ว ไม่สร้างภาระให้แก่ลูกหนี้
และผู้ค้ำประกัน ตามรายละเอียดใน “ข้อสังเกตต่อแนวทางการพักชำระหนี้เงินกู้ โดยสมาคมสภาคนพิการทุกประเภท
แห่งประเทศไทย” (QR Code)
3.3 มาตรการกู้ยืมเงินทุนฉุกเฉิน ที่กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการจะให้คนพิการกู้ยืม
เงินทุนไปประกอบอาชีพ ในวงเงินกู้ไม่เกินรายละ 10,000 บาท ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน ไม่มีดอกเบี้ย ผ่อนชำระภายใน 2
ปี ปลอดชำระหนี้ในปีแรก โดยให้มีกระบวนการที่สะดวกรวดเร็วกว่ากระบวนการกู้ยืมเงินปรกติ และให้เร่งประชุม
คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติเพื่อออกระเบียบและประกาศที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว
3.4 มาตรการการปรับสวัสดิการเบี้ยความพิการเพิ่มจากเดือนละ 800 บาทเป็น 1,000 บาท โดยให้คน
พิการทุกคนได้รับสวัสดิการขั้นพื้นฐานนี้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม ถ้วนหน้าทุกคน ดังเจตนารมณ์ที่กำหนด
ไว้ตามมาตรา 20 (9) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
พ.ศ. 2556 เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ลดความเหลื่อมล้ำ และไม่สร้างการเลือกปฏิบัติ
ระหว่างคนพิการ

4. ขอให้รัฐบาลส่งเสริมการจ้างงานคนพิการ เพราะจะเป็นมาตรการสำคัญในการฟื้นฟูคนพิการและ
ครอบครัวจากภัยโควิด-19 ได้อย่างตรงเป้า เป็นรูปธรรม และยั่งยืนมากที่สุด อีกทั้งเพื่อให้ภาคธุรกิจเอกชนที่ได้ให้การ
สนับสนุนต่อการจ้างงานคนพิการได้รับประโยชน์ที่เหมาะสม โดย
4.1 ขอให้หน่วยงานของรัฐจ้างงานคนพิการให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดซึ่งยังต้องจ้างอีกกว่า
8,000 คน เพื่อให้เป็นไปตามอัตราส่วนที่กำหนดในกฎกระทรวงกำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้างหรือเจ้าของสถาน
ประกอบการและหน่วยงานของรัฐ จะต้องรับเข้าทำงาน และจำนวนเงินที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ
จะต้องนำส่งเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2554
4.2 ขอให้ภาครัฐส่งเสริมการจ้างงานคนพิการเพิ่มขึ้น โดยปรับสัดส่วนการจ้างงานคนพิการของ
หน่วยงานภาครัฐเป็น 2 เท่า คือ จากอัตราร้อยละหนึ่ง (100:1) เป็นอัตราร้อยละสอง (100:2) เพื่อรองรับการ
ว่างงานของคนพิการและครอบครัวจากภัยโควิด-19 แต่ในส่วนของภาคเอกชนให้ยังคงสัดส่วนเดิม คือ ให้นายจ้างหรือ
เจ้าของสถานประกอบการรับคนพิการเข้าทำงานในอัตราส่วนร้อยละหนึ่ง (100:1) เท่าเดิม
4.3 ขอให้รัฐบาลปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับนายจ้างและสถานประกอบการที่ดำเนินมาตรการ
ส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ดังนี้ (1) กรณี
จ้างคนพิการตามมาตรา 33 ให้หักค่าใช้จ่ายได้ 3 เท่า (2) กรณีจ่ายเงินเข้ากองทุนตามมาตรา 34 ให้หักค่าใช้จ่ายได้ 2
เท่า และ(3) กรณีการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการตามมาตรา 35 ให้หักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า
4.4 ขอให้คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ร่งปรับปรุงองค์ประกอบของ
คณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้านแรงงาน ให้เกิดการมีส่วนร่วมของคนพิการมาก
ยิ่งขึ้น เนื่องจากคณะอนุกรรมการฯ ปัจจุบันถูกแต่งตั้งมาตั้งแต่ปี 2555 แล้ว โดยการแต่งตั้งผู้แทนสมาคมสภา
คนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และผู้แทนจากองค์การคนพิการแต่ละประเภททั้ง 6 สมาคม เข้าร่วมเป็น
อนุกรรมการดังกล่าวให้ครบถ้วนด้วย อันจะส่งผลให้การส่งเสริมโอกาสการจ้างงานและความก้าวหน้าในอาชีพสำหรับ
คนพิการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด
สุดท้าย หวังว่ารัฐบาลจะเสริมพลังให้คนพิการและครอบครัว รวมถึงองค์กรด้านคนพิการ มีส่วนร่วมอย่าง
เต็มที่ มีประสิทธิผล เป็นรูปธรรม ในฐานะหุ้นส่วนการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากภัยโควิด-19 เพื่อให้สังคมไทยเป็น
สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันอย่างแท้จริง และเป็นสังคมที่เตรียมความพร้อมไปสู่สังคมที่เข้มแข็งและรับมือกับชีวิตวิถี
ใหม่หรือความเป็นปรกติใหม่ได้ (New Norma) โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง