คำถามสำคัญ…“ไม่ใช่เราขาดอะไรไป แต่เป็นเรามีอะไรบ้าง’ อย่างที่รู้กันว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่สมบูรณ์แบบ เราต่างมีบางสิ่งและขาดบางสิ่งไปด้วยกันแทบทั้งนั้น ด้วยความไม่สมบูรณ์ของแต่ละคนเราจึงชอบมี ‘ข้อแม้’ ต่างๆ นานากับตัวเอง

คำถามสำคัญ…“ไม่ใช่เราขาดอะไรไป แต่เป็นเรามีอะไรบ้าง’ อย่างที่รู้กันว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่สมบูรณ์แบบ เราต่างมีบางสิ่งและขาดบางสิ่งไปด้วยกันแทบทั้งนั้น ด้วยความไม่สมบูรณ์ของแต่ละคนเราจึงชอบมี ‘ข้อแม้’ ต่างๆ นานากับตัวเอง

วันนี้หยิบหนังสือเก่ามาอ่านตอน”นักบินไร้แขนคนแรกของโลก”เขียนโดย” นิ้วกลม” จากหนังสือ “อาจารย์ในร้านคุกกี้” ปี 2552 ได้กำลังใจมากมายเลยเอามาฝาก

เช่น ถ้าหล่อกว่านี้ฉันจะไปสมัคร
เป็นดาราให้ดู,
ถ้าเก่งชีววิทยากว่านี้ฉันก็เป็น
หมอไปแล้ว,
ถ้ามีเวลามากกว่านี้ฉันก็ได้
ซ้อมดนตรีออกอัลบั้มไปแล้ว,
ถ้ารวยมากกว่านี้ฉันอาจไปเป็น
ขอทานแบบคนอยากจนดูแล้ว,
ถ้าฉันหน้าตาโรคจิตกว่านี้ก็คง
มีโอกาสได้เล่นละครบทโจรบ้ากาม
ไปตั้งนานแล้ว,
ถ้าผมเก่งภาษาอังกฤษมากกว่านี้ตอนนี้ก็อาจได้เป็นเมียฝรั่งไปแล้ว ฯลฯ

จึงดูเหมือนว่า ‘สิ่งที่คิดว่าตัวเองเป็นได้’ กับ ‘สิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่’ นั้นจะไม่ค่อยสนับสนุนกันสักเท่าไหร่ เราจึงต้องใช้บานประตูที่เปิดไปสู่โลกสมมุติอย่างคำว่า ‘ถ้า’ มาวางข้างหน้าเงื่อนไขเสมอ เงื่อนไขที่มักแสดงข้อแม้ว่าเรา ‘ขาด’ สิ่งใดไปจึงไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ เมื่อไม่มีสิ่งนั้นหรือมีไม่เพียงพอเราก็เลยทำไม่ได้ ดูเหมือนจะเป็นเหตุผลที่น่ารับฟัง ในเมื่อไม่มีแล้วจะทำได้อย่างไร

คนส่วนใหญ่ในโลกคิดแบบนั้นเพราะเอาแต่จับจ้องมองไปยังสิ่งที่ตัวเอง ‘ขาด’ แต่ผู้ ญ คนนี้ เธอกลับมองไปยังอีกด้านหนึ่งของเหรียญ นั่นคือสิ่งที่เธอ ‘มี’ และการมองแบบนี้ทำให้เธอเป็น

นักบินได้แม้ไม่มีแขน!เจสสิก้า ค็อกซ์ (Jessica Cox) เป็นนักบินไร้แขนคนแรกของโลก เธอพิการแขนทั้งสองข้างตั้งแต่กำเนิดโดยไม่รู้สาเหตุ แต่แทนที่จะรู้สึกว่าตัวเองขาดแขนทั้งสองข้างไป เธอกลับเติบโตขึ้นอย่างมั่นใจด้วยการใช้ขาทั้งสองของเธอดำเนินชีวิตามปกติ

เธอหัดใช้ขาทั้งสองแทนแขนและใช้เท้าทั้งสองแทนมือตั้งแต่เด็ก
เริ่มจากกิจวัตรประจำวันธรรมดาอย่างการเขียนหนังสือด้วยเท้า,
ใช้เท้าหยิบหวีขึ้นมาแปรงผม, หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพูดคุย,
ใช้นิ้วเท้าทำงานคอมพิวเตอร์
นอกจากนั้น เธอยังมีกิจกรรมในเวลาว่างอย่างการเต้นแท็บ, ว่ายน้ำ, เล่นยิมนาสติก, เรียนเทควันโด ซึ่งเธอเป็นเจ้าของสายดำถึงสองสายด้วยกัน
มิเพียงเท่านั้น การไม่มีแขนของเธอนั้นไม่ได้ทำให้เธอต้องพึ่งพาคนอื่นแต่อย่างใด
เธอสามารถขับรถเองได้ สอบใบขับขี่ผ่าน
แม้ว่าเธอจะเริ่มหัดจากรถยนต์พิเศษที่ทำขึ้นมาเพื่อให้เหมาะกับการใช้เท้าควบคุมพวงมาลัย
แต่หลังจากขับคล่องแล้วเธอก็เลือกที่จะขับรถในแบบเดียวกับที่คนปกติทั่วไปใช้กันคนทั่วไปอาจจะมองว่าน่าแปลกใจแต่สำหรับเธอแล้วมันเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเธอมองว่าเธอก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ทำอะไรต่อมิอะไรได้เหมือนที่คนส่วนใหญ่ทำกัน
คนอื่นอาจจะมองว่า เธอไม่มีแขน
แต่เธอมองว่า เธอยังมีขา!
นอกจากขาที่ทำหน้าที่ได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว เธอยังมีดวงตาที่สดใสมองเห็นโลกในด้านบวก มองเห็นความเป็นไปได้ในสถานการณ์ต่างๆ อยู่เสมอ

และที่สำคัญเธอมีหัวใจที่มุ่งมั่นซึ่งอาจจะเข้มแข็งกว่าคนมีแขนสองข้างอีกหลายคนเสียอีก สมัยยังเป็นเด็ก ระหว่างที่เพื่อนๆ กำลังใช้แขนทั้งสองข้างห้อยโหนตัวไต่ไปตามเครื่องเล่นราวเหล็กในสนามเด็กเล่น เจสสิก้า ค็อกซ์ ได้แต่นั่งแกว่งไกวตัวเองอยู่บนชิงช้าแล้วหันหน้าไปดูเพื่อนๆ เล่นกัน เธอฝันและจินตนาการในใจว่าเธออยากจะเป็น Super Woman ที่เหาะขึ้นไปบนฟ้าได้ แล้วลงมารับเพื่อนของเธอขึ้นไปโบยบินทีละคน ทีละคน เพื่อนๆ ทุกคนจะต้องอิจฉาในพลังซุปเปอร์ฮีโร่ของเธอ ไม่น่าเชื่อว่าอีกหลายปีหลังจากนั้น ความฝันของซุปเปอร์ฮีโร่ผู้ไม่มีแขนจะกลายเป็นความจริง แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่าย ลำพังแค่คนปกติจะขับเครื่องบินได้ก็ต้องใช้เวลาเรียนและฝึกฝนอย่างหนักและยาวนานถึงหกเดือนด้วยกัน

แต่สำหรับซุปเปอร์ฮีโร่ไร้แขนผู้มีความฝันว่าจะโบยบินไปในท้องฟ้านั้น เธอต้องใช้เวลาถึงสามปี สามปีเป็นเพียงตัวเลข ระหว่างนั้นยังมีอุปสรรคที่ขวางกั้นระหว่างพื้นดินกับผืนฟ้าอีกมากมาย
แม้ว่าจะผ่านฝึกบินมาเป็นเวลาถึงสามปี แต่ก่อนที่เธอจะบินเดี่ยวได้นั้น เธอต้องการเครื่องบินในแบบเฉพาะที่เหมาะสมกับการขับด้วยเท้า ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องแตกต่างจากเครื่องบินปกติที่ควบคุมด้วยมือ และเธอจำเป็นต้องใช้มันในการสอบ แต่ใช่ว่าเครื่องบินแบบนั้นจะหากันได้ง่ายๆ หนึ่งปีผ่านไปอย่างว่างเปล่าไร้การฝึกซ้อมใดๆ และทำท่าว่าจะไร้ความหวัง แต่เธอก็ยังมุ่งมั่นเพื่อที่จะทำให้ตัวเองสามารถขับเครื่องบินเดี่ยวๆ ได้ด้วยเท้าทั้งสองข้างของตัวเอง สุดท้ายความพยายามในการหาเครื่องบินชนิดพิเศษก็เป็นผล เมื่อข่าวไปถึงหูของ ชาลส์ สไตท์ส ผู้ก่อตั้งองค์กรเอเบิลไฟล์ต (Able Fight) เขาจึงเสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือ แล้วเธอก็ได้ฝึกบินต่อไปกระทั่งบินเดี่ยวได้ด้วยตัวเองความคิดสร้างสรรค์ ความไม่ยอมแพ้ และความกล้าหาญ คือสามสิ่งที่เธอศรัทธา แม้ว่าจะผ่านการฝึกฝนและเรียนขับเครื่องบินกระทั่งขับเครื่องบินได้ด้วยตัวเองแล้ว หากต้องการจะบิน สิ่งจำเป็นต้องมีคือใบอนุญาตในการขับเครื่องบิน และเธอจำเป็นต้องยื่นขอ ในวันที่ไปยื่นเอกสารเพื่อขอใบอนุญาตนั้น เธอใส่เสื้อแขนยาวตัวโคร่งเพื่อปกปิดแขนอันว่างเปล่าทั้งสองของเธอ เพราะเกรงว่าถ้าเจ้าหน้าที่รู้ว่าเธอไม่มีแขนจะไม่ออกใบอนุญาตให้

วันนั้นเธอชวนคุณพ่อไปด้วย เพื่อให้ช่วยกรอกใบสมัครและแบบฟอร์มต่างๆ ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี แต่หลังจากนั้นสองชั่วโมง เจ้าหน้าที่เรียกเธอเข้าไปพบแล้วบอกว่า “ขอโทษด้วยครับ ผมลืมให้คุณเซ็นชื่อในใบรับรอง” เธอบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าขอนำกลับไปเซ็นที่บ้านแล้วค่อยให้พ่อนำมาให้ได้ไหม เจ้าหน้าที่อนุญาต และขณะที่เธอและคุณพ่อกำลังจะเดินออกมาจากห้องนั่นเอง เจ้าหน้าที่เอ่ยถามคุณพ่อของเธอว่า เธอขับเครื่องบินเป็นได้อย่างไรทั้งๆ ที่ไม่มีแขน ซึ่งหมายความว่าเขาสังเกตเห็นมาโดยตลอด!หลังจากการประชุมพิจารณาการขอใบอนุญาตขับเครื่องบินของเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องคิดกันย่างหนัก เพราะถ้าอนุมัติให้ นี่จะเป็นใบอนุญาตใบแรกที่อนุญาตให้นักบินไม่มีแขนขับเครื่องบินได้ แต่หัวหน้าองค์กรที่มีหน้าที่พิจารณาเห็นว่า

ความพิการไม่น่าจะเป็นตัวตัดสินว่าใครคนหนึ่งควรจะได้รับอนุญาตให้บินหรือไม่ ซึ่งผลการพิจารณาออกมาว่า เธอได้รับอนุญาต สุดท้ายเธอจึงได้บิน! บินได้ทั้งที่ไม่มีแขน! แต่นั่นอาจไม่ใช่ปัญหาและไม่ใช่คำถามสำคัญที่ใครสักคนควรจะถามตัวเองใช่! คำถามสำคัญไม่ใช่ “เราขาดอะไรไป” แต่น่าจะเป็น “เรามีอะไรบ้าง” สิ่งที่ไม่มี ต่อให้คร่ำครวญถึงมันแค่ไหนมันก็คงไม่สามารถปรากฏตัวหรืองอกขึ้นมาได้ และถ้าเอาแต่มองและพร่ำบ่นถึงมันในความว่างเปล่าก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นมา

ต่างจากการหันไปมองในสิ่งที่เรามีอยู่ และดึงศักยภาพทั้งหมดของมันขึ้นมาใช้อย่างเต็มที่อย่างสร้างสรรค์ อย่างมุ่งมั่นตั้งใจ และไร้ความหวาดกลัวว่าจะไม่สำเร็จ เติมเต็มความไม่มีด้วยสิ่งที่เรามี จริงอยู่ว่า โลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ แต่ก็ไม่มีใครบกพร่องไปเสียทุกอย่างเช่นกัน ทุกคนต่างมีบางสิ่งและขาดบางสิ่งด้วยกันทั้งนั้น

“อยู่ที่ใครจะใช้ในสิ่งที่ตัวเองมีได้อย่างเต็มที่แค่ไหน”
“ถ้าใช้มันอย่างเต็มที่เราอาจได้รู้ว่าเรา‘มี’มากกว่าที่คิด”