คนพิการเดือดร้อนเร่งให้จัดประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติด่วน!!! 28 พฤษภาคม 2563 เรื่อง ขอให้เร่งประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาต

คนพิการเดือดร้อนเร่งให้จัดประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติด่วน!!! 28 พฤษภาคม 2563 เรื่อง ขอให้เร่งประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาต

กราบเรียน ประธานคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ
ตามที่คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ (กพช.) ได้ประชุมคร้ังที่ 1/2563 ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2563 มีมติกาหนดมาตรการเยียวยาช่วยเหลือคนพิการในช่วงภาวะวิกฤติการ แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) 4 ประการ จนถึงบัดนี้ผ่านมาสองเดือนแล้ว แต่ คนพิการและครอบครัวยังประสบปัญหาอุปสรรคไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการเยียวยาดังกล่าวได้จริง ดังนี้

1. มาตรการเงินเยียวยาให้คนพิการทุกคน 2 ล้านคนๆ ละ 1,000 บาทจำนวนหนึ่งครั้ง ที่กว่าจะ จ่ายเงินได้ใช้เวลา 2 เดือน ท้ังท่ีกพช. มีมติตั้งแต่ 30 มีนาคม 2563 แต่กว่าจะต้องใช้มติคณะรัฐมนตรีเพื่อ บังคับให้หน่วยงานต่างๆ บูรณาการทางานร่วมกันจ่ายเงินได้ก็วันท่ี 28 เมษายน 2563 จนกระทั่งกว่าจะ จ่ายเงินได้จริงก็วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 ที่สาคัญมีแนวโน้มว่าคนพิการที่ไม่มีบัญชีเงินฝากธนาคาร อาจจะ ได้รับเงินเยียวยาล่าช้า เพราะสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ธนาคารไม่ยอมให้คนพิการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร

2. มาตรการกู้ยืมเงินทุน “ฉุกเฉิน” ที่ไม่ฉุกเฉินจริง ที่กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการจะให้คนพิการกู้ยืมเงินทุนไปประกอบอาชีพ ในวงเงินกู้ไม่เกินรายละ 10,000 บาท โดยไม่ต้องมีผู้ค้า ประกัน ไม่มีดอกเบี้ยผ่อนชำระภายใน 2 ปี ปลอดชำระหน้ีในปีแรก แต่ขณะน้ีแม้แต่ระเบียบหรือประกาศที่ เกี่ยวข้องยังไม่ได้ประกาศใช้ เนื่องจากยังไม่ได้ประชุมกพช. รวมถึงเป็นท่ีน่าเป็นห่วงว่ากระบวนการในการ กู้ยืมเงินทุนฉุกเฉินจะยุ่งยากซับซ้อนชักช้าไม่ต่างจากกระบวนการกู้ยืมเงินปรกติ โดยเฉพาะการที่ต้องให้ คณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการประจำจังหวัดในแต่ละจังหวัดเป็นผู้อนุมัติก่อนซึ่งที่ ผ่านมาบางจังหวัดใช้เวลาหลายเดือนถึงจะนัดประชุมครั้งหนึ่ง

3. มาตรการการปรับสวัสดิการเบี้ยความพิการเพิ่มจากเดือนละ 800 บาทเป็น 1,000 บาท แต่ยัง มีคนพิการอีก 800,000 คนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ทั้งท่ีต้องใช้งบประมาณเพิ่มอีกแค่ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อ ปีเท่านั้น ทำไมรัฐบาลถึงไม่เพิ่มให้คนพิการถ้วนหน้าทุกคน? เพราะคณะรัฐมนตรีให้แค่กลุ่มคนพิการ 2 กลุ่ม ได้แก่1) คนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจานวน1,100,000 คนและ2) คนพิการที่มีบัตรประจาตัวคนพิการท่ีอายุไม่เกิน 18 ปี จานวน 120,000 คน จากจำนวนคนพิการท่ีได้รับการออกบัตรประจำตัวคนพิการทั้งหมด 2,027,500 คน แถมคนพิการกลุ่มที่ 2 นี้กลับต้องรอจนถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ก่อนถึงจะได้รับเบี้ยความพิการเพิ่ม

4. มาตรการการพักชำระหนี้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการท่ีกู้เงินจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการ สร้างภาระช้าเพิ่มเติมคนพิการ เพราะหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติดังกล่าวมีอุปสรรคที่ สาคัญ คือ ต้องให้ทั้งลูกหนี้และผู้ค้าประกันแสดงเจตจำนงและลงนามรับรองตามแบบฟอร์มที่กำหนดและ ส่งกลับไปยังกองกองทุนหรือพมจ.ก่อน สร้างความลำบากให้แก่ทั้งลูกหน้ีและผู้ค้าประกันต้องตามหากัน บาง รายต้องเดินทางจากโคราชไปราชบุรีเพื่อทาเอกสารส่งให้กองทุน หลายรายยอมชาระหนี้ต่อดีกว่า ทั้งที่สมาคม สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยเสนอมาตลอดว่าให้กระบวนการพักชาระหน้ีเป็นไปโดยอัตโนมัติ ท้ังหมด

ทั้งน้ี นอกเหนือจากมาตรการตามมติกพช.ข้างต้นแล้ว ยังมีมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูตามแผนงาน และโครงการภายใต้พระราชกาหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ. ศ. 2563 (1 ล้าน ล้านบาท) ที่คนพิการและครอบครัวควรจะต้องเข้าถึงได้เช่นเดียวกับคนทั่วไปด้วย ดังน้ี
1. มาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 ที่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เสนอมาตรการช่วยเหลือ
กลุ่มเปราะบางรวม ท้ังเด็ก แรกเกิดถึง 6 ขวบ ผู้สูงอายุ และคนพิการ รวม 13 ล้านคน 3 เดือน เดือนละ 1,000 บาท แต่สุดท้าย คณะรัฐมนตรีกลับให้พม.ไปทบทวนมาตรการดังกล่าวใหม่ เพราะเกรงว่าจะมีการจ่ายเงินซ้าซ้อนกับเงิน 5,000 บาท(เราไม่ทิ้งกันหรือเยียวยาเกษตรกร)ทั้งท่ีกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะคนพิการมีต้นทุนในการ ดำรงชีวิตประจำวันสูงกว่าคนท่ัวไป อันเป็นเหตุและฐานคิดที่สมควรให้ได้รับเงินเยียวยาเพิ่มเติม

2. มาตรการสนับสนุนโครงการภายใต้กรอบนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ให้แก่องค์กรภาคประชาสังคม ตามสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจัดประชุมชี้แจง เมื่อวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2563 ซึ่งในแผนงานที่ 3 แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (400,000 ล้าน บาท) น้ัน ควรต้องนำไปใช้ให้คนพิการและครอบครัวได้รับการเสริมพลังฟื้นฟูสู้ภัยโควิดอย่างเร็วที่สุด โดย การฝึกอาชีพและการเสริมทักษะเพิ่มเติมในความเชี่ยวชาญเดิม (Upskill) การยกระดับทักษะอาชีพ (Reskill) การเตรียมความพร้อมสู่ความปรกติใหม่ (New Normal) ที่เหมาะสมกับคนพิการแต่ละประเภทความพิการ โดยองค์กรของคนพิการและองค์กรเพื่อคนพิการเองด้วย มิใช่เพียงแต่ให้หน่วยงานภาครัฐเป็นผู้กำหนดและ ดำเนินการแผนงานหรือโครงการเท่านั้น เพราะองค์กรของและองค์กรเพื่อคนพิการมีความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และรู้ถึงความต้องการของคนพิการเป็นอย่างดีสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย จึงใคร่ขอความกรุณาให้ท่านในฐานะประธาน คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ จัดประชุมคณะกรรมการฯ โดยเร็ว เพื่อ ทำให้คนพิการและครอบครัวสามารถเข้าถึงมาตรการการเยียวยาและฟื้นฟูข้างต้น เกิดข้ึนจริง เป็น รูปธรรม โดยเร็วท่ีสุด
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา และขอขอบคุณเป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

( นายสุชาติ โอวาทวรรณสกุล )
นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย