ข้อเสนอการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการ โดย สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 29 กรกฎาคม 2563

ข้อเสนอการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการ โดย สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 29 กรกฎาคม 2563

สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์การขับเคลื่อนงานเชิงนโยบายและกฎหมายด้านคนพิการระดับชาติ รวมทั้งพิทักษ์สิทธิคนพิการ ประกอบด้วยองค์การคนพิการแต่ละประเภท (สมาคมคนพิการระดับชาติ) 6 องค์การ ได้แก่ สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย และสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการ ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภาจัดทำรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการ ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา โดยพิจารณาศึกษาและรับทราบข้อมูลสถานการณ์ ปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินมาตรการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเห็นว่า เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายในการส่งเสริม สนับสนุน และเสริมพลังให้คนพิการและผู้ดูแลคนพิการมีอาชีพ มีรายได้อย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี และยั่งยืน จึงมีข้อเสนอแนะต่อแนวทางการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ รวม 3 ประการหลัก 9 ประเด็นย่อย ดังนี้
​1. กระทรวงแรงงานควรเสนอต่อรัฐบาล/คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต
คนพิการแห่งชาติ (กพช.) เร่งรัดให้หน่วยงานของรัฐจ้างงานคนพิการให้ครบถ้วนตามจำนวนที่กฎหมายกำหนดอีกประมาณ 8,000 อัตรา และดำเนินการให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 27 ตุลาคม 2558 ซึ่งกำหนดให้การปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานของรัฐเป็นตัวชี้วัดในการประเมินผลการปฏิบัติงานของหัวหน้าหน่วยงานระดับกระทรวงอย่างเคร่งครัด รวมทั้งควรจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอต่อการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการของหน่วยงานภาครัฐ ทั้งนี้ จากผลการรับคนพิการเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐของปี 2562 หน่วยงานของรัฐต้องรับคนพิการเข้าทำงานทั้งหมด 14,226 คน แต่ปฏิบัติตามมาตรา 33 และ 35 เพียง 6,257 คน ยังต้องจ้างเพิ่มอีก 7,969 คน อนึ่ง เพื่อเป็นต้นแบบในการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการให้กับภาคเอกชน รัฐบาลควรต้องจ่ายเงินอุดหนุนให้กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้วย โดยหักจากงบประมาณของหน่วยงานรัฐที่ไม่จ้างงานคนพิการตามจำนวนเงินที่ต้องจ้างงานคนพิการตามที่กฎหมายกำหนด


​2. กระทรวงแรงงาน ควรร่วมมือกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ดำเนินการ ดังนี้
​2.1 ปรับปรุงกฎกระทรวงกำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้างหรือเจ้าของ
สถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐ จะต้องรับเข้าทำงาน และจำนวนเงินที่นายจ้างหรือ
เจ้าของสถานประกอบการจะต้องนำส่งเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2554 ในประเด็น ดังนี้
​​2.1.1 การปรับเพิ่มสัดส่วนการจ้างงานคนพิการของหน่วยงานภาครัฐ เพิ่มขึ้น
เป็นร้อยละ 2 เท่ากับอัตราค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีอัตราจ้างสูงสุดร้อยละ 5 (อ้างอิงจากข้อมูลระบบโควตาการจ้างงานคนพิการของแต่ละประเทศทั่วโลก (Quota Schemes for Persons with Disabilities) ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) https://www.ilo.org/…/disabi…/WCMS_735532/lang–en/index.htm และ กรมกิจการเศรษฐกิจและสังคมของ สหประชาชาติ (UNDESA) https://www.un.org/…/disab…/publication-disability-sdgs.html) คือ ลูกจ้าง 100 คน ให้จ้างงานคนพิการ 2 คน (100 : 2) แต่ในส่วนภาคเอกชนยังคงสัดส่วนเดิม ร้อยละ 1 คือ ลูกจ้าง 100 คน ให้จ้างงานคนพิการ 1 คน (100 : 1) ร่วมกับการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับภาคเอกชนด้วย เพื่อเป็นการลดภาระให้กับภาคเอกชนจากภัย COVID – 19 เนื่องจากภาครัฐ ถือเป็นกลุ่มทุนหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งผลที่จะเกิดขึ้นจากการปรับเพิ่มสัดส่วนการจ้างงานของภาครัฐ จะทำให้ภาครัฐได้เข้ามาเสริมพลังคนพิการให้มีศักยภาพในการทำงานมากขึ้น และนำไปสู่คนพิการที่มีความสามารถตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานเพิ่มมากขึ้นด้วย
​​2.1.2 การกำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงาน
ของรัฐต้องจ่ายค่าจ้างคนพิการขั้นต่ำรวมแล้วไม่น้อยกว่า 30 วันต่อเดือน ถึงแม้จะจ้างงานคนพิการเป็นแบบรายวันก็ตาม โดยใช้วิธีคำนวณจากอัตราต่ำสุดของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานที่ใช้บังคับครั้งหลังสุดในปีก่อนปีที่มีหน้าที่ส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการคูณด้วยสามร้อยหกสิบห้า และคูณด้วยจำนวนคนพิการที่ไม่ได้รับเข้าทำงาน เพื่อแก้ไขปัญหาคนพิการถูกจ้างงานเป็นรายวันและได้รับค่าจ้างรวมแล้วน้อยกว่าค่าจ้างรายเดือน
​2.2 แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มาตรา 33 เพื่อให้กระทรวงแรงงานมีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานคนพิการให้ครบถ้วนในทุกมิติ มากกว่าแค่ “การกำหนดจำนวนที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐจะต้องรับคนพิการเข้าทำงาน” ซึ่งกำหนดอยู่ในกฎหมายฉบับปัจจุบันเท่านั้น เช่น กำหนดแนวทางการจ้างงานคนพิการให้สอดคล้องทั้งประเด็นการจ้างงานคนพิการแบบรายเดือน การคำนวณค่าจ้างรายเดือน การนับจำนวนลูกจ้างของสถานประกอบการ และประเด็นอื่น ๆ เป็นต้น
​2.3 เพิ่มการมีส่วนร่วมของคนพิการ โดยการปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้านแรงงานภายใต้คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ให้มีผู้แทนองค์การคนพิการแต่ละประเภททั้ง 6 องค์การให้ครบถ้วน
และให้มีผู้แทนองค์กรของคนพิการที่ขับเคลื่อนงานด้านแรงงานคนพิการ เช่น สมาคมสหพันธ์แรงงาน
คนพิการไทย เข้าร่วมเป็นอนุกรรมการดังกล่าวด้วย โดยให้คณะอนุกรรมการดังกล่าวทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการบูรณการการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ในการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานคนพิการ
​2.4 พัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบตรวจสอบการจ้างงานคนพิการแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่างๆ รวมถึงดำเนินคดีกรณีสถานประกอบการและคนพิการตกลงจ้างงานในอัตราค่าจ้างต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดอย่างจริงจัง อีกทั้งควรกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการจ้างงานคนพิการแบบสับเปลี่ยนหรือหมุนเวียนคนพิการเป็นรายปี เพื่อช่วยให้คนพิการได้มีความมั่นคงในการทำงานและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
​2.5 เร่งหารือร่วมกับคนพิการและสถานประกอบการเพื่อกำหนดแนวทาง
การดำเนินการตามมาตรา 35 เพื่อให้คนพิการและผู้ประกอบการปฏิบัติได้ชัดเจนและถูกต้อง
ในสถานการณ์ภัย COVID-19 รวมทั้งแนวปฏิบัติเพื่อให้มีการดำเนินการตามชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ซึ่งต้องเกิดขึ้นภายหลังสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ด้วย เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติพิจารณาและมีมติเห็นชอบต่อมาตรการการผ่อนผันหรือบทเฉพาะกาลตามระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการให้สัมปทาน จัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการโดยวิธีกรณีพิเศษ ฝึกงาน หรือจัดให้มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก ล่ามภาษามือ หรือให้ความช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ พ.ศ. 2558 อันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย ทั้งเรื่องระยะเวลาการฝึกอบรมตามข้อ 26 (2) ที่ต้องไม่น้อยกว่าหกเดือนและไม่น้อยกว่าหกร้อยชั่วโมง การปรับเปลี่ยนรูปแบบการฝึกอบรม แนวทางการคืนเงินกรณีไม่สามารถฝึกอบรมได้ และประเด็นอื่น ๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการ เพื่อช่วยให้การดำเนินการจ้างงานคนพิการตามกฎหมายสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและถูกต้องตามระเบียบ


​2.6 สร้างความเข้าใจกับสถานประกอบการเกี่ยวกับรูปแบบและวิธีการมอบหมายงาน รวมถึงสายงานการบังคับบัญชาของแต่ละสถานประกอบการที่ไม่ขาดตอน กรณีสถานประกอบการจ้างงานคนพิการเพื่อไปทำงานสาธารณประโยชน์ในชุมชนตามคำสั่งของสถานประกอบการ เพื่อทำให้คนพิการได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อาทิ (1) ต้องมีสัญญาจ้างแรงงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรหรือทำเป็นบันทึกข้อตกลง โดยมีเนื้อหาของสัญญา รวมถึงเอกสารแนบท้ายสัญญาที่ระบุขอบข่ายการทำงานหรือภารกิจ การกำกับดูแลการปฏิบัติงาน มีกำหนดวัน เวลา และหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า ให้คนพิการไปทำประโยชน์สาธารณะในเรื่องอะไร (2) กำหนดให้มีผู้บังคับบัญชาในการควบคุมการปฏิบัติงานและมอบหมายงานให้ไปทำแทนนายจ้าง เช่น สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย เป็นต้น และ (3) มีการบันทึกเวลาการทำงาน
​2.7 พัฒนาหรือสนับสนุนการจัดตั้งกลไกการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการ
ในการสร้างความเข็มแข็งและประสานงานกับเครือข่าย/หน่วยงาน/ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ตั้งแต่
การประเมินศักยภาพและความต้องการคนพิการ การวิเคราะห์สภาพงาน การเตรียมความความพร้อม
การจัดหางาน ไปจนถึงการติดตามและสนับสนุนการทำงานของคนพิการในสถานประกอบการ
โดยการปฏิรูปกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้เป็นนิติบุคคลที่จะสามารถดำเนินการได้คล่องตัว เป็นมืออาชีพ และมีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งสนับสนุนให้มีการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) หรือกองทุนการลงทุนเพื่อผลกระทบทางสังคม (Social Impact Fund: SIF/Social Impact Partnership: SIP) ในการทำหน้าที่เป็นกลไกดังกล่าว
​3. กระทรวงแรงงาน ควรเสนอให้มีการเพิ่มเติมหมวดว่าด้วยการใช้แรงงาน
คนพิการไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เช่นเดียวกับหมวดว่าด้วยการใช้แรงงานสตรีและเด็ก เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มีฐานะเป็นเพียงกลไก
หรือมาตรการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการเท่านั้น ไม่ใช่กลไกคุ้มครองแรงงาน ทั้งนี้ เพื่อปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและยกระดับความเท่าเทียมของแรงงานคนพิการ
​ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง แนวทางการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา

………………………………………………………….
ผู้ประสานงาน นางสาวศิริรัช ไชยรัตน์ หัวหน้าฝ่ายประสานงานส่วนกลาง มือถือ 063-0531789 และ 085-1697727
อีเมล: [email protected] และ [email protected]