ข่าวในอดีต!! ธุรกิจทำความสะอาด

ข่าวในอดีต!! ธุรกิจทำความสะอาด

หลังมหาอุทกภัยในรอบ 50 ปีผ่านพ้น หลายธุรกิจยึดตำรา “พลิกวิกฤติเป็นโอกาส” นอกจากธุรกิจรับเหมา วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ รีเพ้นท์ จัดสวน อู่ซ่อมรถ ฯลฯ จะได้รับอานิสงส์กันถ้วนหน้า “แรกสุด” ของธุรกิจที่ดีมานด์เพิ่มขึ้นมโหฬาร คือ ธุรกิจทำความสะอาด (Cleaning Business) บ้านอยู่อาศัย และสถานประกอบการ ที่ต้องล้างกันครั้งใหญ่ (Big Cleaning) โดยเฉพาะเสียงบ่นเรื่อง “น้องรา” ที่มากับน้ำท่วมขังแรมเดือน

ทำให้ตลาดรวมของธุรกิจนี้ ที่มีมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท คึกคักอย่างยิ่ง !!!

สุชาติ โอวาทวรรณสกุล ประธาน ชมรมผู้ประกอบการรักษาความสะอาด และเจ้าของบริษัท โอวาท โปร แอนด์ ควิก จำกัด เปิดมุมมองธุรกิจทำความสะอาดหลังมหาอุทกภัยว่า ดีมานด์ในธุรกิจนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยน่าจะเพิ่มสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 40% เมื่อเปรียบเทียบกับภาวะปกติ ทั้งการทำความสะอาดบ้าน โรงงานอุตสาหกรรมทั้งในนิคมและนอกนิคม และความต้องการทำความสะอาดครั้งใหญ่ เพื่อให้ธุรกิจฟื้นคืนสภาพกลับมาเปิดกิจการโดยเร็ว

ขณะที่การให้บริการกับลูกค้า (บางราย) ต้องรอคิวนานถึง “2 สัปดาห์”

ดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นเกิดจาก คนที่ถูกน้ำท่วมเกิดภาวะ “คิดถึงบ้าน” (Home sick) ต่างอยากให้กองทัพกู้ เก็บ กวาด ซ่อม สร้าง ทำความสะอาด เข้ามาสะสางขยะกอง (มหึมา) ออกไปจากอาณาบริเวณกันทั้งนั้น ให้เร็วที่สุด

ยังไม่รวมการทำความสะอาดในลักษณะ Outsource ซึ่งเป็นโครงการเพื่อสังคม (CSR) ของบรรดาองค์กรชั้นนำต่างๆ ที่ต่างเสนอบริการทำความสะอาดเพื่อ “ซื้อใจ” ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งดีลเลอร์ ลูกค้า พนักงาน โดยคิดราคาเหมาจ่าย เช่น เครือซิเมนต์ไทย หรือ เอสซีจี ได้ว่าจ้างบริษัทโอวาท โปร แอนด์ ควิก ไปทำความสะอาดบ้านพนักงาน ร้านดีลเลอร์วัสดุก่อสร้าง ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่ต้องการให้บริษัททำความสะอาดเข้าไปดูแลพนักงานของเขา รวมไปถึงสาขาของธนาคารกสิกรไทย

สถานการณ์แบบนี้ ยังไม่ค่อยมีใคร “เกี่ยงงอน” เรื่องราคาให้บริการเท่าไหร่ หลายบริษัทสามารถเคลมความเสียหายจากบริษัทประกันภัยได้ จึงยอมจ่าย

ในระยะ 1-2 เดือนจากนี้จึงถือเป็น “โอกาสทอง” ของธุรกิจนี้โดยแท้ !

อย่างไรก็ตาม ความต้องการที่มีมากขึ้น สวนทางกับ “กองทัพแม่บ้าน” ที่มีอยู่จำกัดจำเขี่ย สุชาติ บอกว่า แม่บ้านในธุรกิจนี้มีอยู่ทั้งหมดราว 30,000-40,000 ราย

“ปกติก็ขาดแคลนแม่บ้านอยู่แล้ว พอมาเจอภาวะไม่ปกติ ก็ยิ่งแย่งชิงตัวแม่บ้านกันมากขึ้นไปอีก”

แม่บ้านบางคน เมื่อบริษัทที่ตัวเองเคยเข้ารับทำความสะอาดถูกน้ำท่วม ก็ถือโอกาสกลับภูมิลำเนา ทำให้แรงงานแม่บ้านในส่วนนี้หายไปจากตลาดราว 20%

“ก็ต้องเรียกระดมกันกลับมา !”

สุชาติ บอกว่า หนึ่งในสารพัดเทคนิคในการจูงใจเหล่าแม่บ้าน นั่นคือการขยับ “ค่าจ้าง” จากวันละ 215 บาท มาจ่ายวันละ 350 บาท จากจำนวนแรงงานแม่บ้านของบริษัทที่มีอยู่ประมาณ 9,000 คน

ไม่เพียงขึ้นค่าแรง สุชาติบอกว่า ภาวะขาดแคลนแม่บ้านทำให้ต้อง “ตั้งโต๊ะ” รับสมัครแม่บ้านตามศูนย์ผู้ประสบภัย หรือตามพื้นที่น้ำท่วม ให้มาทำงานเป็นแม่บ้านไปพลางๆ ก่อนในช่วงรองาน คนเหล่านี้ก็มักจะกระจายข่าวไปยังแรงงานในต่างจังหวัดเพื่อเกณฑ์กันเข้ามา เป็นแม่บ้านเฉพาะกิจ